|
ที่มาของโครงการ
การบริหารการจัดการ
โครงการ การดูแลรักษาโรคเบาหวานและภาวะที่
เกี่ยวข้องกับเบาหวานอย่างครบวงจรในระดับหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
Disease Management
program: Diabetes Mellitus
บทที่1 บทนำ
1. ข้อมูลทั่วไป
เบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่เป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญของโลก
เพราะทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ลดต่ำลงจากภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ
เช่นความผิดปกติของปลายประสาท จอประสาทตาเสื่อม โรคหลอดเลือดสมอง
โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคไต
องค์การอนามัยโลกประมาณว่าการทั่วโลกมีผู้ป่วยเบาหวาน ( ในปี 2543)
171 ล้านคน และจะเพิ่มเป็น 366 ล้านคน ในปี พ.ศ. 2573
ในประเทศไทยความชุกของโรคเบาหวาน เมื่อปี พ.ศ. 2542
เบาหวานเป็นโรคอยู่ใน 5 อับดับแรกของโรคและภาวะโรคของประชากรไทย
แต่ผลการสำรวจในปี 2547 พบว่าประชากรไทยอายุ 15 ปี
ขึ้นไปพบความชุกของเบาหวานร้อยละ 6.4 ในผู้ชาย และร้อยละ 7.3
ในผู้หญิง ( เฉลี่ยร้อยละ 6.85 )
หรือคิดเป็นจำนวนผู้ป่วยเบาหวานในประเทศไทยประมาณ 3 ล้านคน
โดยผู้ป่วยเหล่านี้รู้ว่าตัวเองป่วยเพียงร้อยละ 43.4
และในจำนวนผู้ป่วยเหล่านี้สามารถเข้าถึงบริการและได้รับการศศึกษาเพียงร้อยละ
41.6 และมีเพียงร้อยละ12.2
ที่ได้รับการรักษาจนสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ดี
สำหรับโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ศาสตราจารย์ เกียรติคุณ นายแพทย์เทพ
หิมะทองคำ ได้เสนอข้อมูลอุบัติการณ์ในประชากรไทยว่า น่าจะมีประมาณ
ร้อยละ 1
ประมาณการตัวเลขค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้ป่วยเบาหวานโดยใช้ข้อมูลการศึกษาวิจัยจากสถาบันวิจัยระบบสุขภาพเมื่อปี
พ.ศ. 2539 พบว่าการดูแลผู้ป่วยให้ควบคุมน้ำตาลได้ดี 1
รายจะต้องเสียค่าใช้จ่าย 7702 - 18724 บาทต่อปี
และได้ประมาณการว่าค่าใช้จ่ายในแต่ละปีจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยในปี
2550 น่าจะเพิ่มขึ้นจากปี 2550 น่าจะเพิ่มจากปี 2539 ประมารร้อยละ
50 หรือค่าใช้จ่ายดยรวมในปี 2550 ประมาณ 3.5 - 8.4 หมื่นล้านบาท
ต่อปี โดยเป็นค่าใช้จ่ายในส่วนบริการสาธารณสุขประมาณ 1.4 - 2.1
หมื่นล้านบาท
ในส่วนที่เหลือเป็นค่าใช้จ่ายส่วนบุคคลหรือครอบครัวที่เกี่ยวข้อง
ดังนั้นเบาหวานจึงเป็นภัย
เงียบที่มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน ระบบสุขภาพ
และเศรษฐกิจดยรวมของประเทศอย่างมาก
2. ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรค
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคเบาหวานเป็นปัจจัยการเกิดโรคความดันโลหิตสูง
โรคหัวใจ อัมพาต มะเร็ง และถุงลมโป่งพอง
ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ที่สามารถควบคุมได้ด้วยการจัดการการบริโภคอาหาร
การออกกำลังกาย และการสูบบุหรี่ การจัดการปัจจัยเสี่ยง ( Diseease
management: Risk Management ) เหล่านี้
จึงมีผลต่อการควบคุมโรคในกลุ่มนี้ไปพร้อม ๆ กัน
ซึ่งถ้าสามารถลดปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ในประชากรได้
ข้อมูลจาก Florida Medicare Disease management Program จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักาพยาบาลโดยรวมในระยะภายใน 8 ปี
หลังการดำเนินการ
ข้อมูลความเสี่ยงเฉพาะโรคเบาหวาน
ผลการศึกษาในประเทศไทยพบระดับความเสี่ยง ดังนี้
-
ความอ้วน ดัชนีมวลกาย (BMI)
มากกว่า 27.5 มีระดับความเสี่ยง 3.4 เท่า
-
ประวัติครอบครัวเป็นเบาหวาน มีระดับความเสี่ยง 2.9 เท่า
-
ความดันโลหิตสูง
มีระดับความเสี่ยง 1.9 เท่า
-
อายุเกิน 50 ปี มีระดับความเสี่ยง 1 .8 เท่า
-
อ้วนลงพุง รอบเอวเกิน 80 ซม. ในผู้หญิง มีระดับความเสี่ยง
1.7 เท่า
-
อ้วนลงพุง รอบเอวแน 90 ซม. ในผู้ชาย มีระดับความเสี่ยง 1.7
เท่า
ความเสี่ยงเหล่านี้สามารถนำมาคำนวณรวมกันเป็นดัชนีชี้วัดโอกาสที่จะเป็นเบาหวานและนำไปเป็นข้อมูลการคัดกรอง
ประชากรเพื่อการตรวจเลือดได้
นอกจากความเสี่ยงที่วัดได้จากการซักประวัติ ตรวจร่างกายแล้ว
ยังมีคนอีก 2 กลุ่ม
ที่มีความเสี่ยงสูงกว่าคนปกติซึ่งทราบได้จากผลการตรวจเลือด ได้แก่
กลุ่ม Pre Diabetes ระดับน้ำตาลอยู่ระหว่าง 100 125 mg/dl เป็นคนที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติเล็กน้อย
แต่มีความทนต่อการมีกลูโคสผิดปกติ ( Impaired glucose
tolerance)
สำหรับกลุ่มที่2 คือผู้หญิงที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์
มีอัตราความชุกแตกต่างกันตามกลุ่มประชากรที่ศึกษา
ค่าความชุกอยู่ระหว่างร้อยละ 2.0 - 145.7
ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้
ยอกจากนำมาใช้เป็นแนวทางในการคัดกรองหาผู้ป่วยแล้ว
ยังสามารถนำมามาตรการในการควบคุมป้องกันโรคด้วยในปัจจุบันมีการศึกษาพบว่าเราสามารถหรือชะลอการเกิดโรคเบาหวานได้
ดยการปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิต ที่ปประเทศฟินแลนด์
ได้มีการติดตามผู้ที่มีความอ้วนซึ่งมีผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการว่ามีโอกาสจะเป็นเบาหวานสูง
( Impaired glucose tolerance ) จำนวน
522 คน เป็นระยะแวลา 7 ปี
โดยกลุ่มหนึ่งมีการควบคุมการดำรงชีวิตอย่างเคร่งครัดโดยการลดน้ำหนักลง
5 - 7 % ควบคุมอาหารโดยกการลดไขมัน ทั้งไขมันชนิดอิ่มตัว และชนิดไม่อิ่มตัว
เพิ่มการบริโภคใยอาหาร และมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ
ส่วนอีกกลุ่มหนึ่ง ควบคุมเบาหวานโดยการให้ความรู้ทั่วไป
ผลการศึกาพบว่า
อัตราการเกิดเบาหวานในกลุ่มีที่ควบคุมอย่างเคร่งครัดน้อยกว่าในกลุ่มทั่วไป
ร้อยละ 43 ซึ่งสอดคล้องกับกการวิจัยในอเมริกาในปี พ.ศ. 2 545
ที่พบว่า
คนอ้วนที่การออกกำลังกายทุกวันและควบคุมอาหารจะลดอัตราการเกิดโรคเบาหวานได้ร้ออยละ
30 ในช่วงเวลา 4 ปี
ดังนั้นการส่งเสริมให้ประชาชนมีวิถีชีวิตที่เอื้อต่อสุขภาพ
จึงเป็นสิ่งสำคัญมากในการป้องกันและควบคุมโรคเบาหวาน
1.พัฒนาโครงสร้าง
กลไก และทรัพยากรการเงินที่เกี่ยวข้องกับระบบบริการ
โดยให้หน่วยบริการปฐมภูมิและกองทุนสุขภาพชุมชนแนหน่วยหลักในการเชื่อมโยงระหว่างโรงพยาบาลกับชุมชนและครอบครัว
2.ให้มีการคัดกรองความเสี่ยง
และ/หรือ ค้นหาโรคตั้งแต่ระยะเริ่มแรกในบุคคล และครอบครัว
การมีส่วนร่วมของชุมชน องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น
หน่วยบริการปฐมภูมิ หน่วยบริการประจำ
เครือข่ายหน่วยบริการหรือร้านขายยาคุณภาพในชุมชนที่ผ่านการรับรอง
ทั้งภาครัฐและเอกชนและมีการจัดการความเสี่ยงอย่างมีระบบ
พัฒนามาตรฐานบริการ
ระบส่งต่อและชุดสิทธิประโยชน์ที่จำเป็นและเป็นมาตรฐานทางวิชาการ
โดยใช้กลไกการลงทะเบียนโรคเบาหวาน ( Diabetes DMIS
regietration )
การลงทะเบียนความเสี่ยง ( IFG )
ล่วงหน้า (Pre
registration ) เป็นเครื่องมือ
- ให้มีระบบการเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับเบาหวาน
และติดตามผู้ป่วยโดยกำหนดให้มีผู้จัดการโรค ( Case Manager )
ในหน่วยบริการประจำ ( CUP ) หน่วยบริการปฐมภูมิ ( PCU )
- สนับสนุนให้มีเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็น เช่น เครื่องตรวจ
จอปราสาทตา หรืออุปกกรณ์อื่น ๆ
- สนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมจากระบบปกติ
ให้มีกิจกรรมการบริการ
คัดกรองภาวะแทรกซ้อนการควบคุมระดับน้ำตาลส่วนบุคคล ( Self monitoring
blood glucose : SMBG)
ตลอดจนอุปกรณ์การรติดตามผลการรักษาผู้ป่วยที่ใช้อินซูลิน
3. ควบคุมการเจ็บป่วยซ้ำ
ลดความรุนแรงของภาวะโรค ด้วยการให้การศึกษา ( Diabetes Education ) การควบคุมเบาหวานที่เหมาะสม ( Evidence based DM
control protocol )
4. เพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการสาธารณสุขภาพในกลุ่มเป้าหมายเฉพาะที่ต้องดูแลเช่น
กลุ่มเบาหวานเข้าตา ( Diabetic Retinopathy : DR )
ไตวายเรื้อรังระยะเริ่มแรกจากเบาหวาน ( Chronic Kidney
Disease : CKD )
เสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ( stroke )
การดำเนินการเรื่องเบาหวานของประเทศไทย
ด้วยการบริหารจัดการโรคแบบ
Disease Management
Disease Management
หมายถึง การจัดการระบบการดูแลผู้ป่วย
โดยรวมการคัดกรองความเสี่ยง การตรวจวินิจฉัย การรักษา
และการประเมินผล เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างผลการรักษา
คุณภาพชีวิต และค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม เน้นให้เกิดความร่วมมือ
ระหว่างผู้ให้บริการ ผู้ป่วย และครอบครัว
และผู้ป่วยสามารถดูแลตนเองได้
สำนักงานหลักปประกันสุขภภาพแห่งชาติ
ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขสมาคมเบาหวานแห่งประเทศไทย
สมาคมต่อมไร้ท่อแห่งประเทศไทย แพทย์เชี่ยวชาญด้านเมตาบอลิก
สำนักงานคณะกรรมการการอาหารและยากำหนดให้กการดำเนินการ
Disease Management
โดยมีองค์ประกอบที่สำคัญ ดังนี้
การคัดกรองปัจจัยเสี่ยง และ/หรือ
ค้นหาโรคตั้งแต่ระยะเริ่มแรกในบุคคล
โดยการมีส่วนร่วมของส่วนร่วมของชุมชน องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น
หน่วยบริการปฐมภูมิ หน่วยบริการประจำ พัฒนาองค์ความรู้ เป้าหมาย
มาตรฐานบริการระบบส่งต่อและสิทธิประโยชน์ที่จำเป็นและเป็นมาตรฐานทางวิชาการโยใช้กลไกการลงทะเบียนโรคเบาหวาน
(Disease
DIMF registration )
เป็นเครื่องมือการควบคุมการเจ็บป่วยซ้ำ
ลดความรุนแรงของภาระโรคด้วยการให้การศึกษา
(Diabetes Education)
เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการสุขภาพในกลุ่มเป้าหมายเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
กลไกและทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมป้องกันโรค
การใช้เททคนิค
วิธีกากรบริหาหรจัดการโรค ( Disease Management Program
)
นับว่าเป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยให้การดูแลรักษาเบาหวาน
มีความต่อเนื่อง มีฐานข้อมูลอย่างเป็นระบบ
และควบคุมคุณถภาพการจัดการภาวะคุกคามโรคเบาหวานและภาวะที่เกี่ยวข้องกับเบาหวาน
รวมทั้งควบคุมค่าใช้จ่ายโดยรสมได้โครงการดูแลรักษาผู้ป่วยเบาหวานและภาวะที่เกี่ยวข้องกับเบาหวานอย่างครบวงจร
จะเริ่มนำร่องในปี 2550 และ 2551 จำนวน 26
จังหวัดที่มีความพร้อม และจะดำเนินการให้ครอบคลุมทั่วประเทศ
ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 เป็นต้นไป
3.วัติถุประสงค์
1.เพิ่มการข้าถึงบริการประชาชน
กลุ่มเสี่ยงต่อโรคเบาหวานผู้ป่วยโรคเบาหวานและผู้มีภาวะที่เกี่ยวข้องกับเบาหวาน
และสร้างความตระหนัก ในด้านการป้องกัน
คุณภภาพการรักษาที่ถูกต้องลดภาวะแทรกซ้อนและความพิการ
เพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคเบาหวานในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
2.พัฒนาและสร้างรูปแบบการบริหารจัดการ
การดูแลเบาหวานในประชากรไทยทุกกลุ่มอายุ
3.เพื่อควบคุมสถานการณ์อัตราการเพิ่มของผู้ป่วยบาหวานในประเทศไทย
4.ลดและควบคุมค่าใช่จ่ายด้านสุขภาพดยรวม
Disease Management Program เบาหวาน
1.กำหนดให้มีการลงทะเบียนเบาหวาน
และให้มีการค้นหาผู้มีความเสี่ยงสูงในชุมชนมาลงทะเบียนล่วงหน้าก่อนเกิดเบาหวาน
2.กำหนดให้มีการขึ้นทะเบียนหน่วยบริการรับส่งต่อดูแลเบาหวานชนิดที่ 1
และชนิดที่ 2 ที่มีภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะด้านจักษุ
ด้านหลอดเลือดหัวใจและสมอง ไต
3.ให้ใช้แนวเวชปฏิบัติและแนวทางการดูแลทั้งที่เครือข่ายหน่วยบริการ
หน่วยบริการปฐมภูมิ หน่วยบริการประจำการส่งต่อ การส่งกลับ
4.การให้การศึกษาแก่ประชาชนเป้าหมาย
โดยให้มี
case manager
ที่ระดับ
CPU
จัดกิจกรรมเพื่อให้การศึกษาและให้คนไข้อยู่กับยาต่อเนื่อง ( สปสช.
จะใช้
Username / Password
และให้ใช้สมุดคู่มือประจำตัวผู้ป่วยแต่ละคนที่
registered(
5.จัดการการจ่ายเงินค่าการบริการทางการแพทย์
การเฝ้าติดตามระดับน้ำตาลด้วยตัวเอง (SMBG)
และการจัดการให้ระบบได้รับการดูแลต่อเนื่องในชุมชน
ด้วยการจัดการให้ระบบบริหารจัดการโรคเบาหวาน
และภาวะที่เกี่ยวข้องกับเบาหวานอย่างครบวงจร
ในระดับหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มีองค์ประกอบดังนี้
-
การจัดบริการเพื่อการคัดกรองป้องกันเบาหวานได้แก่
กานคัดกรองกลุ่มเสี่ยงการให้ความรู้การสร้างเครื่องมือกระตุ้นเร้าความรับรู้ของประชาขนในพื้นที่
การสร้างความรับรู้ร่วมมือ การมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถี่น
กองทุนสุขภาพชุมชน
ผู้เข้าร่วมโครงการสิทธิบัตรหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
ให้หมายรวมถึงผู้ตั้งครรภ์ที่เป็นเบาหวานด้วยการคัดกรองความเสี่ยงการจัดการความเสี่ยงต่าง
ๆ ให้เป็นไปตามแนวเวชปฏิบัติที่สำนักงานกำหนด
- การจัดบริการทางการแพทย์
สำหรับผู้ลงทะเบียนสิทธิบัตรหลักประกันถ้วนหน้า
กลุ่มที่ได้รับกการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานชนิดที่ 1
และเบาหวานชนิดที่ 2 ทั้งนี้ให้หมายรวมทั้งกระบวนการ การวินิจฉัย
และการรักษาให้เป้นไปตามแนวเวชปฏิบัตีท่สำนักงานเขตกำหนด ดังต่อไปนี้
-
การตรวจทางห้องปฏิบัติการที่จำเป็น
- ยาในบัญชีหลักแห่งชาติ
และออุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการให้ยา
-
ในรายที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานแล้ว
ทั้งรายเก่าและรายใหม่ที่ลงทะเบียนเข้าโครงการให้มีกิจกรรมการส่งเสริมความรู้และทักษะในการจัดการเบาหวานด้วยตนเอง
(
Diabete Self - Management education and training
)
เช่น การจักอาหารเพื่อการดูแลสุขภาพเบาหวาน (
Medical Nutrition therapy)
การจัดให้มีกลุ่มหรือเครือข่ายเพื่อนช่วยเพื่อนเบาหวาน (
Support group
counseling and therapy)
ในรายที่ผู้ป่วยเป็นเด็กออาจหมายรวมถึงกิจกรรมที่จัดให้แก่ผู้ดูแล (
Care Giver)
-กิจกรรมการดูแลความอ้วน การหยดบุหรี่
และการสอนออกกำลังกาย
ให้หมายรวมอยู่ในกระบวนการจัดบริการทางการแพทย์ด้วย
-การตรวจจักษุวิทยาตาวแนวเวชปฏิบัติที่สำนักงานกำหนด
-การจัดรองเท้าหรืออุปกรณ์กายภาพบำบัดกรณที่มีข้อบ่งชี้ทางกการแพทย์ (
ต้องแจ้ง
Program manager
เป็นรายกรณี )
-การจัดให้มีกิจกรรมที่แสดงถึงมีกลไกการสื่อสารกับผู้เข้าร่วมโครงการ
เช่นกการเยี่ยมบ้าน หรือการติดต่อสื่อสารอื่น
-การจัดระบบส่งต่อเข้าสู่หน่วยบริการรับส่งต่อหรือผู้เชี่ยวชาญในกรณมีข้อบ่งชี้
เช่น จักษุ หรือ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบต่อมไร้ท่อ
6.
การจัดบริการทางที่เกี่ยวข้องกับบริการชันสูตร
เพื่อการควบคุมกำกับและบริหารจัดการสุขภาพส่วนตนเอง
ทั้งนี้ให้เป็นไปตามแนวเวชปฏิบัติที่สำนักงานกำหนดครอบคลุมเช่น
-
HbA 1 C
- Lipid profile ( Cholesterol ,
Triglyceride , Serum , Creatinine)
- Urine analysis ( Protein ,
Micro albuminuria )
-
การตรวจห้องปฏิบัติการอื่นที่จำเป็นนเพื่อ (
Self Monitoring)
สำหรับผู้ลงทะเบียนสิทธิบัตรหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานชนิดที่ 1
ทุกรายและเบาหวานชนิดที่ 2 รายที่มีข้อบ่งชี้ทาง
การแพทย์ตามแนวเวชปฏิบัติที่สำนักงานประกาศว่าต้องใช้ยาฉีดเพื่อการรักษา
7. บริการที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยา
หรืออุปกรณ์การให้ยาที่หน่วยบริการรับส่งต่หน่วยบริการประจำหน่วยบริการปฐมภูมิ
เครือข่ายหน่วยบริการ อันหมายถึงร้ายยาคุณภาพที่ได้รับการรับรอง
8. มีระบบการแจ้งข้อมูลตอบกลับ
หรือแจ้งสถานภาพด้านสุขภาพของคนไข้ในโครงการ
3
Rs
ผู้ให้บริการ กับ
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติต่อผู้ป่วยเบาหวาน และ
IGF
1.Registration
www.nhso.go.th
ลงทะเบียนสิทธิ
โดยให้สามารถลงได้ที่
CPU
หน่วยบริการประจำสำหรับที่วินิจฉัย สำหรับ
Registration
ผู้มีความเสี่ยงเป็น
offine
ลงได้ที่ระดับ คลินิกชุมชนอบอุ่น สถานีอนามัย
หรือแครือข่ายบริการ เช่นร้านขายยาคุณภาพ
2.Recall
ญาติ ( พ่อ แม่ )
เพื่อให้มาดูแลรักษาตามกำหนดเวลาด้วยสมุดคู่มือประจำตัวผู้ป่วยเบาหวานระบบติดตามนัด
ระบบให้การศึกษาเบาหวานโดย
Case Manager CPU
ที่ได้รับการชี้แจงฝึกอบรมแล้ว ( ทีมเบาหวานครู
ก.และเครือข่าย)
3.Review
ทบทวนกับเครือข่ายการจัดบริการในพื้นที่จังหวัด
เพื่อใหห้จัดบริการตามแนวเวชปฏิบัติ
และมีการเบิกจ่ายงบประมาณเป็นไปตามข้อตกลง (
ค่าการปรับพฤติกรรมการให้ความรู้เจาะจง / ค่าการควบคุมเบาหวาน /
ค่าการเฝ้าติดตามในรายที่เป็นบาหวานชนิดที่ 1 ชนิดที่ 2
ที่ต้องใช้ยาฉีดและหญิงเบาหวานตั้งครรภ์)
และการเสนอกิจกรรมเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตโดยผ่านการพิจารณาร่วมกับ
สปสช. สำนักงานสาขาเขตพื้นที่และสำนักงานสาขาจังหวัด
ทีมผู้ดูแล
Disease / Case Manager เบาหวาน
1.มีผู้ประสานงานโรคเรื้อรัง โดยเฉพาะโรคเบาหวานที่
CUP
อย่าน้อย
CUP
ละ 1 คน ซึ่งทางสำนักบริหารจัดการโรคเฉพาะจะร่วมกันทำแผนกับจังหวัด
กรุงเทพมหานคร สปสช. สำนักงานสาขาเขตพื้นที่กระทรวงสาธารณสุข
สภาการพยาบาล สมาคมโรคเบาหวาน สมาคมโรคต่อมไร้ท่อ
สมาคมโรคหลอดเลือด สมาคมผู้ให้ความรู้เบาหวาน
ให้การสนับสนุนการพัฒนาและ /
หรือมีเวทีท่ายทอดองค์ความรู้ต่อไปหลังจากเริ่มโครงการ
2.สนับสนุนระบบการลงทะเบียนด้วยอิเลคโทรนิค
online/offline
สนันสนุนการพัฒนาการดูแลต่อเนื่อง
เช่นผ่านระบบติดตามผ่านโทรศัพท์มือถือ
หน้าที่ 2

|