
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรค
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคเบาหวานเป็นปัจจัยการเกิดโรคความดันโลหิตสูง
โรคหัวใจ อัมพาต มะเร็ง และถุงลมโป่งพอง
ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ที่สามารถควบคุมได้ด้วยการจัดการการบริโภคอาหาร
การออกกำลังกาย และการสูบบุหรี่ การจัดการปัจจัยเสี่ยง
( Diseease
management: Risk Management )
เหล่านี้
จึงมีผลต่อการควบคุมโรคในกลุ่มนี้ไปพร้อม ๆ กัน
ซึ่งถ้าสามารถลดปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ในประชากรได้
ข้อมูลจาก Florida Medicare Disease management Program จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักาพยาบาลโดยรวมในระยะภายใน 8 ปี
หลังการดำเนินการ
ข้อมูลความเสี่ยงเฉพาะโรคเบาหวาน
ผลการศึกษาในประเทศไทยพบระดับความเสี่ยง ดังนี้
-
ความอ้วน ดัชนีมวลกาย (BMI)
มากกว่า 27.5 มีระดับความเสี่ยง 3.4 เท่า
-
ประวัติครอบครัวเป็นเบาหวาน มีระดับความเสี่ยง 2.9 เท่า
-
ความดันโลหิตสูง
มีระดับความเสี่ยง 1.9 เท่า
-
อายุเกิน 50 ปี มีระดับความเสี่ยง 1 .8 เท่า
-
อ้วนลงพุง รอบเอวเกิน 80 ซม. ในผู้หญิง มีระดับความเสี่ยง
1.7 เท่า
-
อ้วนลงพุง รอบเอวแน 90 ซม. ในผู้ชาย มีระดับความเสี่ยง 1.7
เท่า
ความเสี่ยงเหล่านี้สามารถนำมาคำนวณรวมกันเป็นดัชนีชี้วัดโอกาสที่จะเป็นเบาหวานและนำไปเป็นข้อมูลการคัดกรอง
ประชากรเพื่อการตรวจเลือดได้
นอกจากความเสี่ยงที่วัดได้จากการซักประวัติ
ตรวจร่างกายแล้ว ยังมีคนอีก 2 กลุ่ม
ที่มีความเสี่ยงสูงกว่าคนปกติซึ่งทราบได้จากผลการตรวจเลือด
ได้แก่ กลุ่ม
Pre Diabetes
ระดับน้ำตาลอยู่ระหว่าง 100 125
mg/dl
เป็นคนที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติเล็กน้อย
แต่มีความทนต่อการมีกลูโคสผิดปกติ (
Impaired glucose
tolerance)
สำหรับกลุ่มที่2 คือผู้หญิงที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์
มีอัตราความชุกแตกต่างกันตามกลุ่มประชากรที่ศึกษา
ค่าความชุกอยู่ระหว่างร้อยละ 2.0 - 145.7
ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้
ยอกจากนำมาใช้เป็นแนวทางในการคัดกรองหาผู้ป่วยแล้ว
ยังสามารถนำมามาตรการในการควบคุมป้องกันโรคด้วยในปัจจุบันมีการศึกษาพบว่าเราสามารถหรือชะลอการเกิดโรคเบาหวานได้
ดยการปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิต ที่ปประเทศฟินแลนด์
ได้มีการติดตามผู้ที่มีความอ้วนซึ่งมีผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการว่ามีโอกาสจะเป็นเบาหวานสูง
(
Impaired glucose tolerance
) จำนวน
522 คน เป็นระยะแวลา 7 ปี
โดยกลุ่มหนึ่งมีการควบคุมการดำรงชีวิตอย่างเคร่งครัดโดยการลดน้ำหนักลง
5 - 7
%
ควบคุมอาหารโดยกการลดไขมัน ทั้งไขมันชนิดอิ่มตัว และชนิดไม่อิ่มตัว
เพิ่มการบริโภคใยอาหาร และมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ
ส่วนอีกกลุ่มหนึ่ง ควบคุมเบาหวานโดยการให้ความรู้ทั่วไป
ผลการศึกาพบว่า
อัตราการเกิดเบาหวานในกลุ่มีที่ควบคุมอย่างเคร่งครัดน้อยกว่าในกลุ่มทั่วไป
ร้อยละ 43 ซึ่งสอดคล้องกับกการวิจัยในอเมริกาในปี พ.ศ. 2 545
ที่พบว่า
คนอ้วนที่การออกกำลังกายทุกวันและควบคุมอาหารจะลดอัตราการเกิดโรคเบาหวานได้ร้ออยละ
30 ในช่วงเวลา 4 ปี
ดังนั้นการส่งเสริมให้ประชาชนมีวิถีชีวิตที่เอื้อต่อสุขภาพ
จึงเป็นสิ่งสำคัญมากในการป้องกันและควบคุมโรคเบาหวาน
1.พัฒนาโครงสร้าง
กลไก และทรัพยากรการเงินที่เกี่ยวข้องกับระบบบริการ
โดยให้หน่วยบริการปฐมภูมิและกองทุนสุขภาพชุมชนแนหน่วยหลักในการเชื่อมโยงระหว่างโรงพยาบาลกับชุมชนและครอบครัว
2.ให้มีการคัดกรองความเสี่ยง
และ/หรือ ค้นหาโรคตั้งแต่ระยะเริ่มแรกในบุคคล และครอบครัว
การมีส่วนร่วมของชุมชน องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น
หน่วยบริการปฐมภูมิ หน่วยบริการประจำ
เครือข่ายหน่วยบริการหรือร้านขายยาคุณภาพในชุมชนที่ผ่านการรับรอง
ทั้งภาครัฐและเอกชนและมีการจัดการความเสี่ยงอย่างมีระบบ
พัฒนามาตรฐานบริการ
ระบส่งต่อและชุดสิทธิประโยชน์ที่จำเป็นและเป็นมาตรฐานทางวิชาการ
โดยใช้กลไกการลงทะเบียนโรคเบาหวาน (
Diabetes DMIS
regietration
)
การลงทะเบียนความเสี่ยง (
IFG
)
ล่วงหน้า (Pre
registration )
เป็นเครื่องมือ
- ให้มีระบบการเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับเบาหวาน
และติดตามผู้ป่วยโดยกำหนดให้มีผู้จัดการโรค (
Case Manager
)
ในหน่วยบริการประจำ ( CUP
) หน่วยบริการปฐมภูมิ (
PCU
)
-
สนับสนุนให้มีเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็น เช่น เครื่องตรวจ
จอปราสาทตา หรืออุปกกรณ์อื่น ๆ
- สนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมจากระบบปกติ
ให้มีกิจกรรมการบริการ
คัดกรองภาวะแทรกซ้อนการควบคุมระดับน้ำตาลส่วนบุคคล (
Self monitoring
blood glucose : SMBG)
ตลอดจนอุปกรณ์การรติดตามผลการรักษาผู้ป่วยที่ใช้อินซูลิน
3. ควบคุมการเจ็บป่วยซ้ำ
ลดความรุนแรงของภาวะโรค ด้วยการให้การศึกษา (
Diabetes Education
) การควบคุมเบาหวานที่เหมาะสม (
Evidence based DM
control protocol
)
4. เพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการสาธารณสุขภาพในกลุ่มเป้าหมายเฉพาะที่ต้องดูแลเช่น
กลุ่มเบาหวานเข้าตา (
Diabetic Retinopathy : DR
)
ไตวายเรื้อรังระยะเริ่มแรกจากเบาหวาน (
Chronic Kidney
Disease : CKD
)
เสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดสมอง (
stroke
)
ค่า BMI
| ค่า BMI (Body Mass
Index) หรือ ดัชนีมวลกาย คือ
การวัดค่าไขมันร่างกายโดยใช้พิจารณาว่าเมื่อใดจึงจะเรียกว่า
"อ้วน" หรืออ้วนเพียงใด
โดยใช้ความสัมพันธ์ระหว่างส่วนสูง
และน้ำหนัก โดย
BMI=น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม/ความสูงเป็นเมตรยกกำลังสอง
ค่า BMI ที่สูงขึ้นมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงและอัตราการตาย
(ค่า BMI ในนักกีฬาเนืองมาจากนักกีฬามีมวลกล้ามเนื้อ
มาก เพราะฉะนั้น
จึงควรพิจารณาเปอร์เซนต์ไขมันร่างกายร่วมด้วย)
ค่าปกติ
BMI ควรอยู่ระหว่าง 18.5
- 22.9
ถ้า BMI น้อยกว่า 18.1 หมายถึง ผอมเกินไป (Under
Weight)
BMI อยู่ระหว่าง 18.5 - 22.9 หมายถึง ปกติ
(Normal)
BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 23 หมายถึง
น้ำหนักเกิน (Overweight)
BMI อยู่ระหว่าง 23-24.9 หมายถึง
โรคอ้วนประเภทที่ 1
BMI อยู่ระหว่าง 25-29.9 หมายถึง
โรคอ้วนประเภทที่ 2
BMI มากกว่า 30 หมายถึง
อ้วนมากถึงขั้นอันตราย
โรคอ้วนประเภทที่ 1 หมายถึง
สมบูรณ์เกินไปหรืออ้วนเล็กน้อย
โรคอ้วนประเภทที่ 2 หมายถึง
เป็นโรคอ้วนหรืออ้วนปานกลาง
|
|
 |
|